Kumon Thailand Sitemapติดต่อเรา

เพิ่มขนาดตัวอักษรลดขนาดตัวอักษรขนาดตัวอักษรปกติอังกฤษไทย
   


ขั้นตอนการสมัครเรียน
ไขข้อข้องใจผู้ปกครอง
บทบาทผู้ปกครอง
พูดคุยกับครอบครัวคุมอง
การเลี้ยงดูลูก
การเลี้ยงดูลูก
อยากสร้างเด็กให้เติบโตเป็นคนอย่างไร

วิธีพัฒนาความสามารถที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิด เด็กที่รู้จักความสนุกในการเรียนจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว

ต้นแบบแนวทางของเด็กที่เรียนถึงเนื้อหาระดับมัธยมปลายในระบบการเรียนแบบคุมองได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก
แรกเกิดจนถึง 10 เดือน พูดคำที่มีความหมายได้
1 ขวบ 6 เดือน เขียนอะไรบางอย่างได้
1 ขวบ 9 เดือน อ่านตัวหนังสือ ตัวเลขได้
1 ขวบ 11 เดือน เขียนตัวเลขได้
2 ขวบ 1 เดือน ร้องเพลงได้
2 ขวบ 2 เดือน เขียนตัวหนังสือได้
2 ขวบ 7 เดือน อ่านหนังสือได้
2 ขวบ 11 เดือน เขียนชื่อตัวเองได้ / เริ่มเข้าเรียนในระบบการเรียนแบบคุมอง
3 ขวบ จัดวางแม่เหล็กตัวเลขลงบน Magnetic board ของคุมองได้จนถึงเลข 30
3 ขวบ 2 เดือน จัดวางแม่เหล็กตัวเลขลงบน Magnetic board ของคุมองได้จนถึงเลข 100
3 ขวบ 6 เดือน อ่านแบบเรียนเนื้อหาระดับชั้นประถม 2 ได้โดยไม่ต้องออกเสียง
4 ขวบ 11 เดือน เรียนเนื้อหาระดับมัธยมต้นของวิชาคณิตศาสตร์ของคุมอง
5 ขวบ เริ่มเรียนวิชาภาษาอังกฤษของคุมอง
5 ขวบ 3 เดือน เรียนเนื้อหาระดับมัธยมต้นของวิชาภาษาญี่ปุ่น(ภาษาแม่) ของคุมอง
จงเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กเล็ก

ในสมัยโบราณมีคำกล่าวว่า "10 ขวบเด็กมีพัฒนาการเร็ว 15 ขวบเด็กฉลาด อายุเลย 20 ปีแล้วกลายเป็นคนธรรมดา" ซึ่งหมายถึง แม้ตอนเป็นเด็กจะหัวดี แต่พอเป็นผู้ใหญ่ก็กลายเป็นคนธรรมดาเหมือนคนอื่น ส่วนใหญ่คนมักจะยกคำกล่าวนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่า แม้จะให้การศึกษาหลายอย่างในตอนที่เป็นเด็ก แต่ในที่สุดแล้วก็กลับไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย

พวกเราคงได้พบเห็นเรื่องที่ตรงตามคำกล่าวข้างต้นมาแล้วบ้าง แต่ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะวิธีการให้การศึกษาแก่เด็กไม่ถูกต้องนั่นเอง นั่นคือ เราไม่สามารถทำให้เด็กพัฒนา ขึ้นได้เพราะวิธีการให้การศึกษาของเราไม่ถูกต้องและเรายังมัวแต่คิดว่า "ถึงสอนไปเด็กก็ไม่พัฒนาขึ้น" ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างมากจริงๆ แล้วเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กมีศักยภาพที่สูงมาก แต่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่กลับไม่รู้ หรือไม่พยายามที่จะรู้ เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ความสามารถทางปัญญาของเด็กเล็กนั้นมีสูงกว่าที่เราคาดคิดไว้อย่างมาก

จากการที่เราได้สร้างความสามารถของเด็กเล็กในแต่ละปีที่ผ่านมาด้วยวิธีการสอนตามความเฉพาะตัวและความสามารถของแต่ละบุคคล ในระบบการเรียนแบบคุมองทำให้เราได้รู้และตกใจกับศักยภาพของเด็กเล็กที่พัฒนาขึ้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแร ในการให้การศึกษาเด็กเล็ก คือ ต้องค้นหาศักยภาพของเด็กเล็กว่ามีเท่าไร เป้าหมายของพวกเราอยู่ที่การศึกษาที่จะทำให้เด็กสมบูรณ์พร้อมและมีความสามารถมากขึ้น ด้วยการดึงศักยภาพของเด็กเล็ก ออกมาให้ได้มากที่สุด

สิ่งสำคัญที่สุดที่พวกเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่ต้องพยายามรู้ให้ได ้คือ ศักยภาพของเด็กเล็ก ดังนั้นจึงจำเป็นที่พวกเราต้องละทิ้งความรู้สึกของการยึดติดกับความคิดที่เคยมีมา กล่าวคือ พวกเราต้องหลุดพ้น จากความนึกคิดของการศึกษาแบบดั้งเดิม ถ้าเราสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าที่เคยเป็น มาให้เด็กแล้ว เด็กทุกคนย่อมที่จะเติบโตได้อย่างแน่นอน โดยเด็กที่เติบโตทางปัญญาซึ่งได้เติบโต เป็นคนที่มีความพร้อมทั้ง ทางด้านอารมณ์ความรู้สึกและอุปนิสัย จะมีความสมบูรณ์พร้อมและมีความสามารถ

การศึกษาของเด็กเล็กที่เริ่มที่บ้าน---- &quote;สวัสดีจ้ะ ลูก&quote;
  • พูดคุยให้เด็กฟัง การให้การศึกษาเด็กเล็กนั้นเริ่มตั้งแต่ตอนที่ลูกเกิดและร้อง "อุแว้ อุแว้" และคุณแม่พูดกับลูกว่า "สวัสดีจ้ะลูก นี่แม่นะจ้ะ" ข้อความข้างต้น มาจากเพลงที่เคยเป็นที่นิยมอย่างมากที่ประเทศญี่ปุ่น เรียกได้ว่าการให้ศึกษาของเด็ก เริ่มต้นจากการพูดคุยให้เด็กฟัง ดังเช่นเนื้อเพลงดังกล่าวข้างต้น โดยทั่วไปแล้วโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะไม่ให้แม่อุ้มลูก ที่เพิ่งเกิดใหม่โดยทันที แต่จากที่ได้สอบถามคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กเก่งนั้น ส่วนใหญ่แล้วมีจุดหนึ่งที่เหมือนกัน คือ คุณแม่ได้ขอร้องแพทย์หรือพยาบาลให้ตัวเองได้อุ้มลูกในทันที และได้พูดคุยให้ลูกฟังด้วย

    คงจะมีบางท่านคิดว่า "เด็กทารกที่เพิ่งเกิดไม่มีทางเข้าใจคำพูดของเราได้"

    แต่จริงๆ แล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า เด็กทารกจะสามารถเข้าใจความหมายของคำได้หรือไม่ได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่การกระทำที่แม่ได้พูดคุยให้ลูกฟังด้วยความรัก นั่นเอง

    เป็นความจริงที่ว่า เมื่อไม่นานมานี้เราได้รู้แล้วว่าเด็กเกิดใหม่จะตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการกระตุ้นจากภายนอก เช่น เสียง การพูดให้ฟัง หรือสิ่งของที่เข้ามาใกล้ดวงตา ถ้าแม่พูดคุยให้ลูกฟังอย่างต่อเนื่อง เด็กก็จะทุ่มเทความสนใจไปที่สิ่งนั้น กล่าวคือ ความสนใจของเด็กจะเกิดขึ้นจากการพูดคุยให้เด็กฟัง ซึ่งทำให้เกิดการกระตุ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าของคำพูดไปที่สมอง และแน่นอนว่ายังเกิดสายใยความรักจากการพูดคุยกันของแม่กับลูกด้วย

    มีพ่อแม่บางท่านที่ใช้คำพูดแบบที่ผู้ใหญ่ใช้พูดคุยให้ลูกฟังตั้งแต่ตอนต้น เช่น ใช้คำว่า "นอน" "กิน" แทนที่จะใช้ภาษาของเด็กเล็กว่า "เอ่เอ๊" "หม่ำๆ" เป็นต้น เป็นการยากที่จะพูดให้ชัดเจนลงไปว่าแบบใดดีกว่า หรือแบบใดไม่ดี คนที่คิดว่าไม่ควรใช้ภาษาเด็กให้เหตุผลว่า "เป็นการเสียเปล่าที่จะใช้คำที่ต่อไปก็จะไม่ใช้แล้ว เราควรใช้คำที่ใช้กันทั่วไป ตั้งแต่แรก เพราะจะเป็นประโยชน์ในการให้การศึกษาทางปัญญาอีกด้วย" อาจจะมีบางท่านคิดว่า จริงอยู่ที่การพูดคุยให้เด็กฟังเป็นสิ่งสำคัญ แต่ว่ามีหัวข้อไม่พอที่จะพูดคุยให้เด็กฟังทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่จริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องนี้เลย"

  • ให้เด็กฟังเพลง

    นอกจากจะพูดคุยให้เด็กฟังแล้ว เราควรให้เด็กทารกที่เพิ่งเกิดได้ฟังเพลงด้วย เป็นเรื่องปกติมาตั้งแต่อดีตแล้วที่จะร้อง"เพลงกล่อมเด็ก" ให้เด็กทารกฟัง

    แต่ในปัจจุบัน ทฤษฎีที่ให้เด็กทารกฟังดนตรีคลาสสิกเป็นที่เชื่อถือและนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวางมาก ถึงขนาดที่กล่าวกันว่าในบรรดาดนตรีคลาสสิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรีแนวบาร็อก (Baroque) เช่น เพลงของ Bach หรือ Vivaldi เป็นเพลงที่เหมาะที่จะให้เด็กฟังและควรที่จะให้เด็กได้ฟังตั้งแต่ก่อนเกิด หรือตั้งแต่ตอนที่อยู่ในครรภ์

    เพราะกล่าวกันว่าท่วงทำนองที่ไพเราะและจังหวะกับการผสมผสานที่ฟังสบาย จะทำให้เด็กทารกรู้สึกอิ่มเอมใจ และมีความมั่นคงทางอารมณ์ไปพร้อมๆ กับให้การศึกษาแก่เด็กเรื่องการแยกแยะเสียงอีกด้วย ด้วยเหตุนั้นเอง อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการดีที่ให้เด็กได้ฟังดนตรีคลาสสิก แต่สำหรับตัวผมแล้ว ผมคิดว่าถ้าคุณแม่สามารถร้องเพลงให้ลูกฟังได้มากๆ ย่อมจะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมกว่า อาจจะมีคุณแม่บางท่านแย้งว่า "แต่ว่า ตัวดิฉันร้องเพลงไม่เก่ง ถ้าลูกฟังเพลงที่ดิฉันร้องไปเรื่อย ๆ แล้วลูกเกิดร้องเสียงเพี้ยนขึ้นมา จะลำบาก"

    แต่เราไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้น แม้ว่าเสียงจะเพี้ยนไปบ้าง แต่สำหรับเด็กทารกแล้ว เด็กจะรู้สึกคุ้นเคยเพราะเป็นเพลงที่แม่ของตัวเองร้องให้ฟังด้วยเสียงของแม่เอง และเด็กจะตั้งใจฟังทำให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์อีกด้วย

    อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าแทนที่จะให้เด็กฟังดนตรีคลาสสิกที่มีแค่เสียงของเครื่องดนตรีเพียงอย่างเดียว เราควรจะให้เขาฟังเพลง หรือก็คือดนตรีที่มีเนื้อเพลง จะทำให้เด็กได้รับประโยชน์ในการเรียนรู้ภาษาอีกด้วย ที่คิดเช่นนั้นเนื่องจากผมได้รับรายงานเป็นจำนวนมากว่า หลังจากที่ให้เด็กทารกฟังเพลงที่ไม่ใช่ดนตรีที่มีแต่เสียงของเครื่องดนตรี เด็กทารกจะรู้สึกดีใจมากและมีปฏิกิริยาตอบกลับมา คุณแม่อธิบายว่า จะร้องเพลงให้ฟังหลายครั้งต่อวันไม่ว่าจะเป็นเพลงอย่างเช่นเพลง "ช้าง(โซ่ซัง)" ซึ่งในตอนแรกๆ นั้น ลูกไม่มีการตอบสนองใดๆ แต่ทว่า พอผ่านไป 1 เดือน ลูกจะหยุดร้องไห้ และฟังเพลงอย่างตั้งใจ ยิ่งกว่านั้นหลายวันต่อมา ตอนที่ร้องเพลงให้ฟัง ลูกจะขยับแขนขาดีใจ ซึ่งตอนแรกที่เห็นคุณแม่คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า

    แต่ตอนที่ร้องเพลงอื่นให้ฟังหลังจากวันนั้น ตอนแรกลูกจะตั้งใจฟังอย่างสงบ แต่พอผ่านไป 1 เดือน เด็กก็ขยับแขนขาจริงๆ ด้วย

    ตอนแรกคิดว่า "เป็นไปไม่ได้ที่เด็กอายุ 1 เดือนจะเข้าใจเพลง" แต่จริงๆ แล้วแม้จะให้ลูกฟังเพลงอะไรก็ตามลูกก็จะตอบสนองกลับมาในรูปแบบเดิม

  • ให้เด็กดูตัวอักษร

    การพูดคุยหรือร้องเพลงให้เด็กฟังนั้นเป็นการกระตุ้นผ่านหู หรือประสาทการฟัง แต่เป็นที่ทราบกันแล้วว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากที่ทารกจะมองสิ่งต่างๆ มาตั้งแต่ตอนที่เกิด ซึ่งแสดงว่าประสาทการมองของเขาได้เริ่มทำงานแล้ว

    พวกเรามีตัวอย่างของเด็กที่พวกเราได้นำตัวอักษรให้เด็กดูหลายๆ ครั้ง โดยพวกเราจะอ่านตัวอักษรเหล่านั้นให้เด็กฟังด้วย เช่น "นี่คือแมว" "นี่คือสตรอเบอรี่" ตั้งแต่ก่อนที่เด็กอายุจะครบ 6 เดือน และเมื่อเด็กอายุได้ 8 เดือนพวกเราได้ลองถามเด็กว่า "อันไหนคือตัวอักษร ปรากฏว่าเด็กสามารถชี้การ์ดตัวอักษรได้

    มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เด็กคนนี้หยิบการ์ดของคำว่า "ข้าว" ไปหาคุณแม่ตอนใกล้จะได้เวลารับประทานอาหาร ตอนนั้นคุณแม่คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญจึงหัวเราะ แต่หลังจากนั้นตอนที่เด็กรู้สึกคอแห้ง เด็กจะหยิบการ์ดตัวอักษร "น้ำ" หรือ " นมวัว" ขึ้นมา เมื่อลองทดสอบดูทำให้เราได้รู้ว่าเด็กสามารถเข้าใจความหมายของตัวอักษรคันจิได้จริง

    เรื่องดังกล่าวข้างต้นนั้น ในปัจจุบันไม่ได้เป็นตัวอย่างที่หายากอีกต่อไปแล้ว

    อายุ 3 เดือน และตอนที่ลูกใกล้จะอายุครบ 6 เดือนได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจขึ้น

    คุณแม่ให้ลูกดูการ์ดเหมือนเช่นเคย พอคุณแม่พูดว่า "นี่คือรองเท้า" ลูกก็พูดว่า "รองเท้า" คุณแม่ลองทำดูหลายครั้ง ลูกก็พูดว่า "รองเท้า" จริงๆ คุณแม่ได้เล่าให้สามีที่กลับมาจากทำงานฟัง และทั้งสองคนก็ลองทดสอบดูด้วยกัน ก็ได้ผลเช่นเดิม

    ครูคุมองในศูนย์อื่นหลายท่านเมื่อได้ฟังเรื่องนี้แล้วได้ไป เยี่ยมครอบครัวนี้เพื่อทดสอบว่า จริงหรือไม่ และผลที่ได้คือ "เมื่อเด็กดูตัวอักษรแล้วสามารถออกเสียงได้ตามนั้นจริง"

    เป้าหมายอยู่ที่อ่านหนังสือให้ได้ก่อนอายุ 4 ขวบ

    การให้การศึกษาเด็กเล็กที่บ้าน โดยการพูดคุยหรือร้องเพลงให้เด็กฟัง และให้เด็กดูตัวอักษรนั้น เราอาจจะรวมเรียกวิธีการเหล่านี้ได้ว่าเป็น "การให้การศึกษา ซึ่งเน้นที่ภาษาที่เริ่มที่บ้าน"

    วิธีการเหล่านี้ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์การเรียนหรือแบบฝึกหัดที่เป็นพิเศษ เพลงก็เป็นเพลงเด็ก ที่คุณแม่รู้จักอยู่แล้วก็ได้ หรือจะเป็นเพลงที่ตัวเองชอบที่ร้องอยู่เป็นประจำก็ได้ ส่วนตัวอักษรอาจจะใช้ปากกาหมึกแห้ง เขียนตัวอักษรให้ค่อนข้างใหญ่ลงบนกระดาษแล้วนำไปให้เด็กดู

    อยากให้ "การอ่านหนังสือได้ก่อนอายุ 4 ปี" เป็นเป้าหมายสำคัญของการให้การศึกษาแก่เด็กเล็กที่ทำที่บ้าน

    การคำนวณหรือคณิตศาสตร์นั้น แม้จะเริ่มเรียนหลังจากที่เข้าเรียนระดับประถมหรือมัธยม เด็กก็สามารถสร้างความสามารถทางการเรียนได้พอสมควร แต่การสร้างความสามารถทางภาษาแม่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตัวอย่างเช่น จากผลการสำรวจเด็กเล็กระดับประถมปีที่ 1 ในหนึ่งห้องเรียนว่ารู้จักคำศัพท์มากเท่าไร ผลปรากฏว่าจำนวนคำศัพท์ที่เด็กเรียนอ่อนรู้จักนั้น ยังไม่ถึงครึ่งของคำศัพท์ที่เด็กเรียนดีรู้จัก

    นั่นแสดงว่า สายเกินไปที่เราจะพยายามเร่งสร้างความสามารถทางภาษาแม่ให้เด็กหลังจากที่เด็กได้เข้าเรียนระดับประถมแล้ว ตัวอย่างเช่นตอนที่เด็กเข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1

    ถ้าเขารู้คำศัพท์แค่เพียงครึ่งเดียวของเด็กที่เรียนดีในห้องเดียวกัน จะทำให้เขาเรียนตามไม่ทันเพื่อนตั้งแต่ช่วงแรกๆ ดังนั้นเราจึงควรที่จะให้เด็กสนใจในภาษา และให้เขาคุ้นเคยกับหนังสือตั้งแต่ในระยะที่ยังเป็นเด็กเล็ก ถ้าไม่ทำให้เด็กสามารถอ่านหนังสือได้อย่างรวดเร็วเกินกว่า พ่อแม่ในตอนที่เด็กเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 4 หรือ 5 แล้ว ความสามารถในการเรียนของเขาหลังจากนั้นไปจะน่าเป็นห่วง

    จากการสำรวจของครูในศูนย์คุมองแห่งหนึ่งที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งได้ให้แบบเรียนข้างต้นแก่เด็ก ผลปรากฏว่าเด็กประมาณหนึ่งในสามที่ได้รับแบบเรียนดังกล่าวไป จะอ่านเนื้อหาในหนังสือทั้งหมด ส่วนเด็กสองส่วนที่เหลือนั้นจะอ่านเนื้อหาบางส่วน หรืออ่านเฉพาะส่วนที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับแบบฝึกหัดของคุมองเท่านั้น

    เด็กที่อ่านแบบเรียนคณิตศาสตร์จนจบหมดนั้นเป็นเด็กแบบใด อย่างที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่า ต้องเป็นเด็กที่มีความสามารถในการอ่านในระดับสูงนั่นเอง ซึ่งทำให้พวกเราทราบว่าเด็กที่มีความสามารถ ในการอ่านในระดับสูงแล้วนั้น เขาก็สามารถสร้างเสริมความสามารถของเขาให้มีมากขึ้นไปอีกได้แม้แต่ในวิชาคณิตศาสตร์

    จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จึงอาจเรียกได้ว่า ความสามารถในภาษาแม่และความสามารถในการอ่าน คือ พื้นฐานของความสามารถทุกๆ อย่าง

    ข้อควรคำนึง 7 ข้อในการให้การศึกษาเด็กเล็ก
    1. คุณแม่ต้องเป็น "ผู้หญิงหัวเราะ" สมมุติว่าลูกทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เช่น ทั้งๆ ที่ยังพูดไม่คล่องแต่ลูกพยายามที่จะพูดคำว่า "น้ำ" และสามารถพูดได้ในที่สุด ในตอนนั้นเราควรจะบอกลูกโดยทันทีว่า "โอ้โห ลูกพูดคำว่า "น้ำ" ได้เหรอลูก เก่งจังเลย ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม" ในตอนนั้นแน่นอนว่านอกจากเราควรจะยิ้มให้ลูกแล้ว เราควรจะปรบมือและแสดงออกถึงความดีใจทั้งตัว เช่น การหัวเราะ และคุณแม่ควรจะเล่าให้คุณยายฟังด้วยเสียงอันดังว่า "คุณยายคะ ลูกพูดคำว่า น้ำ คะ" คุณยายก็ควรจะดีใจและทำตัวให้เป็น ผู้หญิงหัวเราะ" คุณพ่อเมื่อรู้เรื่องนี้ก็ทำตัวให้เป็น "ผู้ชายหัวเราะ" ด้วย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสใดก็ตาม ทั้งครอบครัวควรจะดีใจและให้คำชมกับสิ่งที่เด็กได้ทำด้วย ยิ่งมีการแสดงท่าทางดีใจและหัวเราะจาก " ผู้หญิงหัวเราะ" และ "ผู้ชายหัวเราะ" มากเท่าใด เด็กก็จะรู้สึกดีใจและจะกระตือรือร้นที่จะสร้างพัฒนาการของตัวเองยิ่ง ๆ ขึ้นไป
    2. ปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพของเด็ก การให้การศึกษาแก่เด็กเล็กนั้นไม่ใช่ทำตามความสะดวกของผู้ใหญ่ แต่ควรที่จะทำตอนที่เด็กอยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุด ตัวอย่างเช่น ตอนที่ลูกบอกว่าอยากให้อ่านหนังสือให้ฟังนั้น คงไม่เป็นการดีแน่ถ้าเราปฏิเสธลูกไปว่า "พรุ่งนี้ละกันลูก ตอนนี้แม่กำลังเก็บกวาดบ้านอยู่นะ" ในตอนนั้นเด็กกำลังต้องการให้อ่านหนังสือให้ฟัง ถ้าเวลาผ่านไปสัก 5 นาที เด็กอาจจะหมดความต้องการนั้นไป หรือไม่ก็อาจจะหมดความสนใจที่จะฟังเรื่องไปเลย การเก็บกวาดบ้านสามารถทำหลังจากที่เด็กนอนหลับไปแล้วก็ได้ ตอนที่เด็กมีความสนใจนั้นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุด สำหรับตัวเด็กและถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างมาก ดังนั้น แม้จะมีจานชามที่ต้องล้างค้างอยู่ในครัว หรือซักผ้าค้างไว้ เราก็ควรที่จะกลับมาทำต่อในภายหลัง และควรที่จะให้ความสำคัญที่จะตอบสนองความต้องการของเด็กก่อนเป็นอันดับแรก แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าไม่ว่าเด็กจะขออะไรเราก็ต้องรับฟังและทำให้ทุกครั้ง เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการให้การศึกษาที่บ้านนั้น จำเป็นที่จะต้องรู้จักกำหนดขอบเขตของการทำด้วย
    3. ไม่บีบบังคับ โดยทั่วไปเด็กจะให้ความสนใจอย่างมากต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว ดังนั้นจุดสำคัญในการให้การศึกษาแก่เด็กเล็ก จึงอยู่ที่การนำความสนใจของเด็กนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ การมองข้ามความสนใจและสภาวะของเด็ก และยัดเยียดความต้องการ หรือความพอใจของพ่อแม่ให้แก่เด็กนั้นจะก่อให้เกิดผลในทางลบอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ตอนที่ให้เด็กดู "การ์ดตัวอักษร" แทนที่เด็กจะอ่านตัวอักษรคันจิ เด็กอาจจะแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบโดยจับการ์ดหมุนเล่นไปมาบ้าง ดมกลิ่นของการ์ดบ้าง กัดการ์ดเล่นบ้าง ถึงแม้เด็กจะทำเช่นนั้น เราก็ไม่ควรตำหนิเด็กว่า "ห้ามเล่นนะ ดูตัวอักษรตัวนี้ซิลูก ตัวนี้อ่านว่าอะไร อย่ามองที่อื่นซิลูก" เพราะว่าในตอนนั้นเด็กกำลังสนใจรูปร่างของการ์ดหรือสิ่งของอื่นๆ ที่อยู่ในห้องมากกว่ารูปร่างของตัวอักษรดังนั้น เราจึงไม่ควรจะให้เด็กเรียนตัวอักษรคันจิในตอนนั้น และทำอย่างอื่นที่ตรงกับความสนใจของเด็กแทน
    4. ทำซ้ำให้ลูกหลายๆ ครั้ง เด็กเล็กจะชอบการทำซ้ำไปซ้ำมา ตัวอย่างเช่น ถ้าเล่นจ๊ะเอ๋ "อยู่ที่ไหนเอ่ย อยู่ที่ไหนเอ่ย จ๊ะเอ๋" กับลูกเพียงแค่รอบเดียว เขาจะเกิดความรู้สึกสนุกและดีใจหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วเด็กจะเฝ้ารอจังหวะหลังจากที่พ่อแม่พูดว่า "อยู่ที่ไหนเอ่ย อยู่ที่ไหนเอ่ย" จบแล้ว และพูดว่า "จ๊ะเอ๋" ไปพร้อมกับที่พ่อแม่โผล่หน้าออกมาให้เห็น เพราะว่าพ่อแม่โผล่หน้าออกมาให้เห็นตอนที่พูดว่า "จ๊ะเอ๋" ตามที่เด็กเฝ้ารอนั่นเอง เด็กจึงดีใจและส่งเสียงดัง ถ้าทำซ้ำแบบเดิมสองสามครั้ง เด็กจะยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก การอ่านหนังสือให้เด็กฟังก็เช่นเดียวกัน คุณแม่ไม่ควรที่จะเบื่อและถามลูกว่า "ให้อ่านหนังสือเล่มนี้อีกแล้วหรือ" สำหรับเด็กแล้วเขารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำให้ทุกๆ ครั้งเป็นสิ่งที่ใหม่ ฉะนั้นพ่อแม่ก็ควรที่จะอ่านหนังสือให้เด็กฟังด้วยความรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งใหม่ในทุกๆ ครั้งที่อ่านด้วย นอกจากนี้ การหัวเราะซ้ำในที่เดิมทุกครั้งก็เป็นลักษณะเด่นของเด็กด้วย ความคิดที่ว่า "เพราะอ่านให้ฟังหลายสิบรอบแล้ว ลูกต้องจำเรื่องได้อยู่แล้ว แต่ก็ยังหัวเราะซ้ำในที่เดิมทุกครั้ง ลูกเราไม่ปรกติหรือเปล่า" เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องอย่างมาก เพราะตอนที่เราอ่านหนังสือให้เขาฟังนั้น เด็กจะเฝ้ารอเนื้อเรื่องส่วนที่ตัวเองชอบ การทำซ้ำจะทำให้เด็กรู้สึกอิ่มเอมใจพึงพอใจ และยังทำให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์และความมั่นใจในตัวเองด้วย
    5. พ่อแม่ต้องไม่ยื่นมือช่วยทันที คุณแม่ไม่ควรจะรู้สึกหงุดหงิดหรือใจร้อนกับลูก แต่ควรที่จะปรับสภาพของตัวเองให้เข้ากับลูกและใช้เวลากับลูกอย่างอารมณ์เย็น การลองผิด ลองถูกซ้ำไปมาในการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือทำสิ่งที่มีลำดับขั้นตอนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อเด็กเล็ก พวกเราควรที่จะเฝ้ามองอยู่ห่างๆ และพยายามให้เด็กทำทุกสิ่งทุกอย่าง ให้สำเร็จได้ด้วยกำลังของเขาเอง ถ้าพ่อแม่เข้าไปช่วยทันทีแล้ว เด็กจะไม่เกิดนิสัยการพึ่งพาตัวเองและดูแลตัวเอง
    6. แม้จะทำผิด ก็ไม่ตำหนิ พื้นฐานการให้การศึกษาคือ "ให้คำชมดีกว่าคำตำหนิ" ตัวอย่างเช่น ตอนที่เด็กอ่านตัวอักษรผิด เราไม่ควรจะตำหนิลูกว่า "ไม่ใช่อย่างนั้นตัวนี้อ่านว่า…… สอนหลายครั้งแล้วใช่ไหมลูก" แม้ลูกจะอ่านผิด แต่ก็ควรที่จะชมเขาให้มากๆ เพราะการที่ลูกอ่านผิดแสดงว่าลูกจำได้ว่ามีตัวอักษรที่อ่านแบบนั้น ไม่ควรที่จะตำหนิลูกเลยแม้แต่น้อย ถ้าพ่อแม่ปฏิบัติต่อลูกโดยชื่นชมเขาที่ให้คำตอบแก่เราได้ ถึงแม้คำตอบนั้นจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องก็ตาม ก็ย่อมจะทำให้เด็กเกิดการพัฒนาต่อไปได้อย่างแน่นอน สิ่งที่สำคัญอันดับแรกคือการชื่นชมที่เด็กทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเสร็จหรือทำได้สำเร็จและให้คำชมแก่เขาให้มาก ความผิดพลาดนั้นจะกลายเป็นการทำได้อย่างถูกต้องเมื่อได้ทำสิ่งนั้นๆ ซ้ำไปซ้ำมา เราไม่ควรตำหนิหรือบังคับให้เขาแก้ไขให้ถูกต้อง เพราะจะทำให้เขาหมดความต้องการที่จะลองทำสิ่งต่างๆ ดังนั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่การที่เด็กทำสิ่งต่างๆ อย่างสบายใจได้เสมอ ดังนั้นคุณแม่ควรสนใจที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้แก่ลูกด้วย
    7. แม้จะพัฒนาได้ช้า ก็ไม่รีบร้อน เมื่อได้ทราบเรื่องของเด็กเก่งที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างในหนังสือเล่มนี้ ไม่จำเป็นที่เราจะต้องกังวลว่า "ลูกของเราคงจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว" เพราะย่อมจะมีวิธีการและลักษณะพัฒนาการที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนอย่างแน่นอน นอกจากนั้น ไม่จำเป็นที่เราจะต้องกังวลเพราะลูกเคลื่อนไหวหรือทำงานได้ช้า จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การกระตุ้นความสนใจของเด็กให้เด็กรู้สึกต้องการและกระตือรือร้นที่จะทำด้วยตัวของเขาเอง เด็กมีช่วงเวลาหรือลักษณะการเติบโตที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเราไม่ท้อถอยและล้มเลิกความตั้งใจกลางคันและค่อยๆ ทำทีละเล็กทีละน้อยไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าย่อมจะเกิดประสิทธิผลอย่างแน่นอน เด็กที่มีนิสัยพึ่งพาตัวเองและมีความกระตือรือร้นย่อมจะมีการเติบโตพัฒนา ดังนั้นขอให้พ่อแม่เชื่อในศักยภาพของลูก และเฝ้าดูพัฒนาการของเขา
  • หาศูนย์ Kumon ใกล้บ้านท่าน
    แบบฝึกหัดคุมอง เกิดจากความรักของพ่อที่มีต่อลูก

    ข่าวสารคุมอง

  • KECC Camp Leaders Required

  • Quantum Learning Forum "เรียนเพื่อเพิ่มศักยภาพ"

  • นักเรียนคุมองที่ได้รับทุนโทรุ คุมอง 2008

  • งานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

  • ทศกัณฐ์ช่วยครูใต้

  • Kumon Thailand