"ความสามารถในการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานระดับสูง" คืออะไร
"ความสามารถ ในการอ่าน ทำความเข้าใจ" กับวิชาภาษาแม่
"ความสามารถในการคิด" กับวิชาคณิตศาสตร์
"ความสามารถในการถ่ายทอด" กับวิชาภาษาอังกฤษ
"การยอมรับในตนเอง"
"การเรียนแบบเฉพาะตัว"ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ความหมายของคำว่า "Life Skills (กำลังในการดำรงชีวิต)" ปัจจุบันคำว่า "Life Skills" เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในความหมายที่แตกต่างกันออกไป องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นด้านการพัฒนาคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษา ได้ให้คำจำกัดความคำว่า "Life Skills" ไว้ดังนี้
Life Skills หมายถึง ความสามารถต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจและความสัมพันธ์ที่บุคคลมีต่อสังคม ซึ่งจะทำให้บุคคลนั้น สามารถตัดสินใจได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ พัฒนาความสามารถในการจัดการกับตนเองและเรื่องอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้บุคคลนั้นสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสุขสมบูรณ์ และเป็นประโยชน์
จากคำจำกัดความดังกล่าว ประกอบกับประสบการณ์ในการให้การศึกษาแก่เด็กเป็นจำนวนมากมาเป็นระยะเวลานาน เราจึงคิดว่าคำว่า "Life Skills" "กำลังในการดำรงชีวิต" เพื่อให้ผู้อ่านได้จินตนาการเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า "Life Skills" คือ "กำลังในการดำรงชีวิต" นั้นหมายถึง กำลังที่จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นคนดี มีชีวิตชีวา มีความสุข และเกิดความกล้าในการที่จะทำในสิ่งที่ท้าทาย โดยมีความฝันและเป้าหมายเป็นของตนเอง ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้นั้นจำเป็นต้องสร้าง "ความสามารถในการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานระดับสูง" "การยอมรับในตนเอง" และ "ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง" ให้แก่เด็ก
ในขณะที่การสร้าง "ความสามารถในการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานระดับสูง" กำลังดำเนินไปนั้น เด็กจะเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองว่า "ถ้าเขาพยายามด้วยตัวเขาเอง เขาจะทำได้" และเกิด "การยอมรับในตนเอง" และ "ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง" ก็จะเกิดขึ้นกับตัวเขา ทำให้เขากล้าที่จะทำในสิ่งที่ท้าทายความสามารถและมุ่งไปสู่ความฝันและเป้าหมายของตัวเอง สิ่งนี้เองคือตัวตนที่แท้จริงของ "Life Skills (กำลังในการดำรงชีวิต)"
ก่อนจะกล่าวถึง "ความสามารถในการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานระดับสูง" เราควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนว่า "ความสามารถในการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน" คืออะไร "ความสามารถในการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน" ในที่นี้หมายถึง ความสามารถรวม 3 ประการ อันได้แก่ "ความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจ" "ความสามารถในการคิด" และ "ความสามารถในการถ่ายทอด" ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายในการสร้าง "Life Skills (กำลังในการดำรงชีวิต)" ให้เกิดขึ้นได้นั้น เราจำเป็นที่จะต้องมีความสามารถทั้ง 3 ประการนี้อยู่ในระดับที่สูง
"ความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจ" หมายถึง ความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจ (ความสามารถในการอ่าน / ความสามารถในการฟัง) ข้อมูลที่เขียนด้วยภาษาแม่หรือภาษาอังกฤษ รวมทั้งความสามารถในการทำความเข้าใจข้อมูลซึ่งนำเสนอเป็นตัวเลขหรือสูตรทางคณิตศาสตร์
"ความสามารถในการคิด" หมายถึง ความสามารถในการเชื่อมโยงเนื้อหาที่อ่านเข้าด้วยกัน นำเนื้อหาต่าง ๆ มาประกอบกัน ตั้งสมมติฐาน และคิดหาวิธีแก้ปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล
"ความสามารถในการถ่ายทอด" หมายถึง ความสามารถในการถ่ายทอดความคิดเห็นของตัวเอง หลังจากที่ได้ผ่านการ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลมาแล้ว
ความสามารถทั้ง 3 ประการนี้ สามารถพัฒนาขึ้นได้จากการเรียนรู้วิชาพื้นฐาน อันได้แก่ วิชาภาษาแม่ (ภาษาไทย) คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ
ปัจจุบันสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมยุคข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นสังคมไร้พรมแดน ทุกคนสามารถรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และเท่าเทียมกัน โดยการใช้เทคโนโลยีทางโทรคมนาคมต่างๆ ดังนั้น ความสามารถซึ่งนับวันจะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ ความสามารถในการดึง เอาข้อมูลที่จำเป็นสำหรับตัวเอง จากข้อมูลปริมาณมหาศาลที่มีอยู่ให้ได้มาอย่างรวดเร็ว อ่านทำความเข้าใจกับเนื้อหานั้น เพื่อเลือกให้ได้ข้อมูลที่ประเมินแล้วสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ตามที่ต้องการ และเมื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทวีความรุนแรงมากขึ้น ความรู้หรือข้อมูลต่างๆ จึงมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ดังนั้นการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอนั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในสังคมยุคข้อมูลข่าวสารนี้ เนื่องจากเราสามารถรับข้อมูลข่าวสารรวมทั้งความรู้ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น "ความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจ" เพื่ออ่านทำความเข้าใจข้อมูลและความรู้ต่างๆ "ความสามารถในการคิด" เพื่อนำข้อมูลและความรู้นั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งความสามารถที่จะสื่อสารความคิดของตัวเองออกไป ซึ่งก็คือ "ความสามารถในการถ่ายทอด" จึงมีความสำคัญมากขึ้น อันส่งผลให้การเรียนรู้วิชาพื้นฐานอันได้แก่ วิชาภาษาแม่ วิชาคณิตศาสตร์ และวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างความสามารถทั้ง 3 ประการนี้ มีความสำคัญยิ่งขึ้นตามไปด้วย
ความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถระดับสูงในการอ่านข้อความ ซึ่งแม้จะเป็นข้อความขนาดยาว ที่พบเห็นเป็นครั้งแรก ก็สามารถอ่านได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้น ก็สามารถทำ ความเข้าใจความหมาย ได้ในทันที และจับใจความเนื้อหาได้
จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อเดือนกันยายน ปี 2548 เกี่ยวกับการอ่านหนังสือของคนไทย เป็นที่น่าเสียดายที่พบว่า ประเทศไทยมีผู้ที่ไม่อ่านหนังสือถึง 22.4 ล้านคน หรือเกือบ 40% ของประชากรทั้งประเทศ ด้วยเหตุผลที่ว่าชอบดูโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุมากกว่า และเด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 10-14 ปีถึงกว่า 60% ระบุเหตุผลที่ไม่อ่านหนังสือว่าเป็นเพราะไม่ชอบ และไม่สนใจและกลุ่มผู้ที่ตอบว่าอ่านหนังสือนั้นส่วนใหญ่เป็นการอ่านหนังสือพิมพ์ จากผลสำรวจนี้จะเห็นได้ว่า ความสนใจด้านการอ่านของเด็กไทยยังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง เราควรส่งเสริมให้เด็กได้มีนิสัยรักการอ่านตั้งแต่ยังเล็ก ทั้งนี้เพราะความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจนั้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในทุกเรื่อง ถ้าความสามารถในการอ่านอยู่ในระดับที่ "ไม่เข้าใจเลยว่าข้อความนั้นเขียนว่าอะไร หรือเข้าใจแต่ต้องใช้เวลานานในการทำความเข้าใจ" ผู้อ่านก็คงอยากจะโยนหนังสือเล่มนั้นทิ้งก่อนจะอ่านจบ
การรู้จักตัวอักษรที่อ่าน การทำความเข้าใจความหมายของประโยคแต่ละประโยค และการทำความเข้าใจในสิ่งที่บทความโดยรวมต้องการจะสื่อ การที่จะทำให้เกิดกระบวนการเหล่านี้ขึ้นได้ในทันทีนั้น จำเป็นต้องอาศัยความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจระดับสูง
ยิ่งไปกว่านั้นเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เด็กจะไม่เพียงมีความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจเท่านั้น แต่พวกเขาจะสามารถนำเอาความสามารถนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และรักการอ่านหนังสือด้วย การศึกษาภาษาแม่ประเภท ที่ว่าทำให้เด็กสามารถ ทำข้อสอบการอ่านทำความเข้าใจได้ แต่เด็กกลับไม่มีนิสัยรักการอ่านหนังสือนั้น คงจะเรียกว่าเป็นการศึกษาภาษาแม่ที่ถูกต้องไม่ได้
ความรู้สึกตื่นเต้นไปกับการผจญภัยของตัวเอกในเรื่อง เมื่ออ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัย ความรู้สึกซาบซึ้งใจและได้รับกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตที่ได้จากการอ่านหนังสือประเภทอ้างอิง จากประสบการณ์จริง รวมทั้งความรู้สึกอยากมีวิถีชีวิต แบบบุคคลที่รู้สึกเลื่อมใส จากการอ่านอัตชีวประวัติบุคคล สำคัญ การมีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อหาที่ได้อ่านเหล่านี้ จะช่วยสร้างเสริมพัฒนาการทางด้านจิตใจของเด็กด้วย
ในสังคมยุคข้อมูลข่าวสารซึ่งทุกคนสามารถค้นคว้าหาข้อมูล และสื่อสารข้อมูลระหว่างกันได้เป็นการส่วนตัวอย่างง่ายดายโดยใช้อินเตอร์เน็ตนั้น ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับความรู้สึกทางด้านจริยธรรมในปัจเจกบุคคล กลายมาเป็นปัญหาที่ได้รับการจับตามองมากกว่าในอดีต ทั้งนี้เนื่องจากการใช้อินเตอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดนั้น สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล จากเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นว่า การอ่านหนังสือจำนวนมากหลากหลายแง่มุม จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อช่วยในการพัฒนาความรู้ต่าง ๆ ให้เกิดแก่ตัวเอง ช่วยปรับมุมมองในการมองสิ่งต่าง ๆ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาความสามารถในการคิด รวมทั้งปลูกฝังความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ขึ้นด้วย
ท่านคงเคยได้ยินบางคนกล่าวว่า "คณิตศาสตร์ไม่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน" ในความจริงแล้วเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ทุกประเทศทั่วโลกได้ให้ ความสำคัญกับวิชาคณิตศาสตร์และวิชาภาษาแม่ของตนเองว่าเป็นวิชาพื้นฐาน ที่นักเรียนทุกคนจะต้องเรียน เพราะวิชาคณิตศาสตร์จะเป็นสื่อในการสร้างเสริม ความสามารถในการวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์ แล ะความสามารถในการ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล
ความสามารถในการวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการทำความเข้าใจข้อมูลซึ่งนำเสนอเป็นตัวเลข หรือสูตรทางคณิตศาสตร์
ความสามารถในการคิด อย่างเป็นเหตุเป็นผล หมายถึง ความสามารถ ในการเชื่อมโยงเนื้อหา ที่อ่านเข้าด้วยกัน นำเนื้อหาต่าง ๆ มาประกอบกัน ตั้งสมมติฐาน และคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล ความสามารถทั้ง 2 ประการดังกล่าว และความสามารถในการอ่านทำความเข้าใจนั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการค้นหาข้อมูลที่ต้องการ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จะประสบในสังคม ดังนั้นการที่คิดว่าวิชาคณิตศาสตร์ไม่มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันนั้น เป็นการมองเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น
นอกจากนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า "เนื่องจากวิชาคณิตศาสตร์ไม่จำเป็นต้องใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในบางสาขาวิชา" ทำให้นักเรียนมัธยมปลายจำนวนมากไม่ค่อยตั้งใจเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แต่เนื่องจากมนุษย์เราทุกคนต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์และความสามารถในการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ทุกคนจึงควรเรียนวิชาคณิตศาสตร์
โดยไม่คำนึงถึงว่าวิชาคณิตศาสตร์นั้นจำเป็นสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือไม่
เห็นได้ว่าความสามารถในการวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์ และความสามารถในการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล นั้น มีความสำคัญเพียงไรต่อการดำรงชีวิต ซึ่งความสามารถดังกล่าวนี้สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยวิชาคณิตศาสตร์ และสิ่งที่ถือเป็นกุญแจสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ก็คือ "ความสามารถในการคำนวณ"
เมื่อพูดถึงการคำนวณ หลายท่านอาจจะนึกถึงทักษะการบวก ลบ คูณ หารในระดับประถม แต่ในความเป็นจริง เนื้อหาในเรื่องของการแก้สมการ การแยกตัวประกอบ เลขยกกำลัง ลอการิทึม ตรีโกณมิติ เวกเตอร์ แคลคูลัส หรืออินทิกรัล เหล่านี้ล้วนแต่เป็น "การคำนวณ" ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนกันในระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายทั้งสิ้น
วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องอาศัยการเรียนอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถบวกลบเลขได้ ก็ยากที่จะคูณหรือหารเลขตั้งแต่สองหลักขึ้นไปได้ หากไม่สามารถคำนวณเลขเศษส่วนได้ ก็ไม่สามารถแก้สมการที่ซับซ้อนได้ ถ้าปล่อยให้การเรียนก้าวหน้าไปในสภาพที่ความสามารถในการคำนวณ แต่ละระดับไม่แข็งแกร่งพอ ในที่สุดก็จะทำให้เกิดการสะดุดในเนื้อหาข้างหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกไม่อยากเรียนวิชาคณิตศาสตร์ต่อไป ดังที่มักจะเคยได้ยินกันอยู่เสมอว่า "พอเด็กขึ้นมัธยมปลายแล้ว มักจะอ่อนเลข" ซึ่งสาเหตุหลักประการหนึ่งของปัญหาดังกล่าวก็คือ ความสามารถในการคำนวณที่ไม่เพียงพอนั่นเอง
ปัจจุบันมีนักเรียนมัธยมปลายจำนวนมากที่ต้องเลือกเรียนทางสายศิลป์ ด้วยเหตุผลว่าตัวเองไม่เก่งคณิตศาสตร์ เห็นได้ชัดว่านักเรียนที่เก่งคณิตศาสตร์นั้น มีทางเลือกทางเดินของชีวิตได้กว้างกว่านักเรียนที่ไม่เก่งคณิตศาสตร์ เราจึงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้เด็กทุกคนเก่งคณิตศาสตร์ เพื่อที่เขาจะได้ใช้เป็นหนทางนำไปสู่อนาคตที่ตัวเองอยากจะเป็น"
ปัจจุบันประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาราชการ มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 60 ประเทศ และถ้ารวมจำนวนคนที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยไม่ได้ใช้ในฐานะเป็นภาษาราชการด้วย ปริมาณคนที่ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันมีถึง 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของประชากรโลกทั้งหมด นอกจากนี้กล่าวกันว่ากว่า 80% ของข้อมูลข่าวสารในอินเตอร์เน็ตเป็นข้อมูลภาษาอังกฤษ ดังนั้นการที่จะพูดว่า ภาษากลาง ของโลกในการติดต่อสื่อสาร คือ ภาษาอังกฤษ ก็คงจะเป็นคำพูดที่ไม่เกินความจริงแต่อย่างใด
เมื่อพูดถึงภาษาอังกฤษโดยทั่วไปมักจะนึกถึง "การสนทนาภาษาอังกฤษ" แต่ถ้าคิดถึงความสามารถทางภาษาอังกฤษใน ระดับที่สามารถสื่อสารกับผู้คนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี คงจะไม่ใช่เพียงการสนทนาในระดับของการพูดทักทายได้เท่านั้น
จากการแพร่หลายของอินเตอร์เน็ตและการใช้อี-เมลทำให้ "ความสามารถในการอ่าน" และ "ความสามารถในการเขียน" ภาษาอังกฤษยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น การที่จะสามารถอ่านบทความภาษาอังกฤษในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว และสามารถแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาด้วยภาษาอังกฤษได้นั้น จำเป็นต้องมีความสามารถในการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษอย่างพอเพียง นอกจากนี้ในการสนทนาเพื่อให้การติดต่อสื่อสาร บรรลุผลสำเร็จไปได้ด้วยดีนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ต้องจับใจความในสิ่งที่คู่สนทนาพูดได้เป็นอย่างดี หากไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่คู่สนทนาพูดได้จะเป็นแค่เพียงการถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองอยากพูดเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว
วิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาหนึ่งที่ประเทศไทยค่อนข้างให้ความสำคัญ นอกจากจะมีชั่วโมงเรียนวิชาภาษาอังกฤษค่อนข้างมากในโรงเรียนแล้ว โรงเรียนบางแห่งยังเปิดสอนวิชาต่างๆ โดยใช้ภาษาอังกฤษด้วย แต่ในความเป็นจริง คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังอ่อนภาษาอังกฤษอยู่ สิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กเกิดความกระตือรือร้น "อยากลองติดต่อสื่อสารกับคนทั่วโลก" นั้นก็คือเด็กต้องชอบภาษาอังกฤษก่อน และสิ่งที่จะทำให้เขาชอบภาษาอังกฤษได้ ก็คือต้องมีความมั่นใจ เพื่อสร้างความมั่นใจดังกล่าว สิ่งสำคัญก็คือเด็กจะต้องมีประสบการณ์แห่งความสำเร็จ "ฉันฟังเข้าใจ! ฉันอ่านได้! ฉันเขียนได้!" ซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้นวิธีการเรียนรู้ที่จะทำให้เด็ก ได้สัมผัสกับความรู้สึกที่ว่า "ฉันฟังเข้าใจ! ฉันอ่านได้! ฉันเขียนได้!" ทุกวันๆ ก็คือ วิธีการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญในการสร้าง "ความสามารถในการฟัง" "ความสามารถในการอ่าน" และ "ความสามารถในการเขียน" ซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถเรียนก้าวไปข้างหน้าได้ตามความสามารถของตัวเขาเอง
ในโลกแห่งยุคโลกาภิวัตน์หากเรามีความสามารถทางภาษาอังกฤษ เราจะสามารถมีบทบาทในระดับนานาชาติได้ การมีความสามารถทางภาษาอังกฤษจึงเป็นการเพิ่มโอกาส หรือทางเลือกให้กับชีวิตมากขึ้นนั่นเอง
จากกระบวนการในการเรียนรู้และฝึกฝนทีละเล็กทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอด้วยความมานะอดทน เด็กจะได้สัมผัสกับความรู้สึกแห่งความสำเร็จที่ว่า "ฉันทำได้แล้ว! ฉันทำสำเร็จแล้ว!" หลายต่อหลายครั้ง สีหน้าท่าทาง ซึ่งแสดงออกถึงความยินดีและแววตาที่เป็นประกายของเด็ก เมื่อสามารถทำสิ่งต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเขาเองนั้น จะเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจ ในการบรรลุผลแห่งความสำเร็จและความพึงพอใจ
เมื่อเด็กได้สะสมประสบการณ์แห่งความสำเร็จ "ฉันทำได้แล้ว! ฉันทำสำเร็จแล้ว!" อยู่ทุกวันเขาจะเกิดความมั่นใจในตัวเอง และเกิดความคิดว่า "ถ้าพยายาม ฉันจะทำได้" ซึ่งความมั่นใจในตัวเองที่เกิดขึ้นนี้ จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเองนั้นก็หมายถึงการยอมรับในตนเอง
จากกระบวนการของการเรียนรู้ด้วยความเพียรพยายามฝึกฝนวันละเล็กละน้อยอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกยอมรับในตัวของเขาเอง กล่าวคือเขาจะเกิด "การยอมรับในตนเอง" นั่นเอง ถ้าเราเกิดความรู้สึกว่า "เราทำไม่ได้" ขึ้นมาเสียก่อน ความรู้สึกอยากลองทำในสิ่งที่ท้าทายก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากเรามีความรู้สึกว่า "ถ้าเราพยายาม ต้องทำได้แน่" เราก็จะเกิดความกล้าที่จะลองท้าทายทำทุกอย่าง
"การยอมรับในตนเอง" นี้ จะเป็นแรงผลักดันให้เด็กเกิดความกระตือรือร้นอยากที่จะเรียนรู้ "อยากลองท้าทายทำในสิ่งที่ยากขึ้น" "อยากลองท้าทายทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน" เขาจะเริ่มมีความฝันและเป้าหมายของตัวเอง หากยังไม่ยอมรับตัวเอง ยังมีความรู้สึกว่า "อย่างเราคงทำไม่ได้ " ก็ไม่สามารถที่จะวาดความฝันและวางเป้าหมายในอนาคตได้ เด็กที่มีความรู้สึกยอมรับในตนเองเท่านั้น จึงจะเป็นเด็กที่สามารถวาดความฝันและวางเป้าหมายสำหรับอนาคตของตนเองได้
ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง หมายถึง ความสามารถที่จะกำหนดเป้าหมายได้ด้วยตัวเอง แม้จะต้องเผชิญกับปัญหา หรือสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหานั้นให้ลุล่วงไปได้ด้วยตนเอง ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองนี้ เป็นสิ่งที่รวมเอาความสามารถต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น สมาธิ ความสามารถในการจัดการ ความกล้าที่จะทำในสิ่งที่ท้าทาย และความอดทน
เวลาที่เราต้องการจะรู้อะไรหรือต้องการปลูกฝังอะไรบางอย่างแก่ตัวเอง หากเราเพียงแต่คิดว่า "จะมีใครสอนให้หรือเปล่านะ" ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไรก็คงไม่เกิดผลอะไรขึ้น เราต้องพยายามค้นหาด้วยตัวของเราเองว่า เราต้องทำอย่างไรจึงจะรู้ในสิ่งที่เราอยากรู้ เราต้องทำอย่างไรเพื่อจะปลูกฝังสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเอง การจะทำให้ชีวิตของเรามีมุมมองที่กว้างไกลได้นั้น เราไม่สามารถจะเป็นฝ่ายรับให้ผู้อื่นสอนหรือบอกเราแต่เพียงอย่างเดียว เราต้องลองท้าทายทำในสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อนด้วยการที่เราจะดำเนินชีวิตด้วยกำลังของเราเอง ก้าวไปสู่ความฝันและเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้นั้น เราจำเป็นต้องมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตัวของเราเอง
ในการสร้าง "ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง" และ "Life Skills (กำลังในการดำรงชีวิต)" ให้แก่เด็กนั้น วิธีการเรียนแบบใดเป็นวิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด การที่ได้เรียนรู้โดยตรงจากสภาพการเรียนจริงของเด็กเป็นจำนวนมาก ทำให้ทราบว่าการเรียนแบบเฉพาะตัวเท่านั้นที่เป็นวิธีการเรียนที่ให้ประสิทธิผลสูงสุด
การเรียนแบบเฉพาะตัวแตกต่างจากระบบการเรียนรวมในโรงเรียน ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนจะเรียนในระดับที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงอายุและชั้นเรียน ดังนั้นเด็กจะสามารถตั้งเป้าหมายได้ด้วยตัวของเขาเอง เรียนรู้ด้วยกำลังความสามารถของเขาเอง และได้สัมผัสกับความรู้สึกแห่งความสำเร็จเมื่อเขาสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วได้ เมื่อเขาสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ได้แล้ว เขาจะตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นไปอีก และกล้าทำในสิ่งที่ท้าทายยิ่งขึ้นต่อไป
การเรียนแบบเฉพาะตัวในที่นี้ไม่ได้ หมายถึง การเรียนแบบตัวต่อตัวกับผู้สอน ซึ่งแม้จะเป็นการเรียนแบบตัวต่อตัว แต่ถ้าจำกัดอยู่ที่ผู้เรียนเป็นฝ่ายฟังผู้สอนเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถพูดได้ว่าผู้เรียนสามารถเรียนได้ด้วยกำลังของตนเอง สภาพที่เป็นการเรียนแบบเฉพาะตัวอย่างแท้จริง ก็คือการเรียนที่นักเรียนสามารถเรียนไปได้ด้วยกำลังของตนเองโดยไม่ได้เป็นฝ่าย รับฟังผู้สอนแต่เพียงฝ่ายเดียว การเรียนแบบ เฉพาะตัวซึ่งเด็กจะสามารถเรียนได้ด้วยกำลังของตนเองนั้น จะเกิดขึ้นได้ด้วยเงื่อนไข 2 ประการดังนี้ ประการแรก คือ ต้องมีแบบฝึกหัดและวิธีการเรียนที่จะช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยกำลังของเขาเอง อีกประการหนึ่งก็คือการมีผู้สอนที่คอยช่วยเหลือให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยกำลังของตนเอง
ถ้าความสามารถที่เด็กมีอยู่จริงในปัจจุบันมีความแตกต่างกับระดับเนื้อหาของแบบฝึกหัดที่เขากำลังทำอยู่มากเกินไป เขาจะเกิดความรู้สึกไม่อยากทำ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญสำหรับเด็กก็คือ การให้เขาได้เรียนในระดับที่พอเหมาะพอดี กับความสามารถของเขามากที่สุด
เด็กแต่ละคนจะมุ่งไปสู่เป้าหมายของเขาเอง และเรียนรู้ได้ด้วยตัวของเขาเอง โดยการเรียนรู้จากแบบฝึกหัดซึ่งออกแบบให้มีโครงสร้างที่มีเนื้อหาเริ่มจากง่าย เพิ่มความยากขึ้นทีละน้อยอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และมีการแสดงตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางในการเรียนเมื่อขึ้นเนื้อหาใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะกับการเรียนของเด็กแต่ละคน เด็กจะสามารถแก้จุดที่ผิดได้ด้วยตัวของเขาเอง และสามารถเรียนก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไม่ลำบาก กล้าที่จะก้าวไปสู่เนื้อหาซึ่งเขาไม่เคยเรียนมาก่อน ไม่ต้องจำกัดอยู่กับขอบเขตของระดับชั้นเรียน โดยมีผู้สอนคอยเฝ้าดูแล และช่วยเหลืออย่างใส่ใจ ด้วยปัจจัยทั้งสองประการนี้จึงจะทำให้การเรียนแบบเฉพาะตัวที่เด็กจะสามารถก้าวไปข้างหน้าด้วยกำลังของเขาเองเป็นจริงขึ้นมาได้
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทนี้ว่า การจะสร้างให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา มีความสุข มีความฝันและเป้าหมาย เกิดความกล้าที่จะทำในสิ่งที่ท้าทาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือสร้าง "Life Skills (กำลังในการดำรงชีวิต)" ให้เกิดขึ้นแก่เด็กนั้น เราจำเป็นต้องสร้าง "ความสามารถในการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานระดับสูง" "การยอมรับในตนเอง" และ "ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง" ให้เกิดขึ้นแก่เขาก่อน หากเขามี "Life Skills (กำลังในการดำรงชีวิต)" ไม่ว่าสังคมและยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เขาก็จะสามารถดำเนินชีวิตของเขาได้โดยมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น และสามารถเลือกทางเดินที่เขาตั้งความหวังไว้ได้ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่อย่างพวกเราทุกคนที่จะต้องถ่ายทอดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้แก่เด็กๆ ต่อไป เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสที่จะเลือกทางเดินที่เขามุ่งหวัง และสร้างความฝันของเขาให้เป็นจริง




